วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

เติมข้อความในบันทึกการจับกุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1797/2536
ป.อ. มาตรา 157, 161, 177
ป.วิ.พ. มาตรา 249
ป.วิ.อ. มาตรา 15, 158 (5)
               เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการจับกุมโจทก์ มีหน้าที่ทำและกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม ได้ทำและกรอกข้อความลงในบันทึกการจับกุมนั้น โดยลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำบันทึกพร้อมทั้งให้โจทก์ในฐานะผู้ต้องหาลงลายมือชื่อจนเป็นเอกสารที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไปเขียนเติมข้อความอีกว่า สอบถามผู้ต้องหาแล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นการเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นบางส่วนโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161
               จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมผู้กระทำความผิดได้จับกุมโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสาร แต่กรอกข้อความเพิ่มเติมลงในบันทึกจับกุมว่า สอบถามโจทก์แล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งที่ทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะบันทึกการจับกุมดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ศาลอาจฟังลงโทษโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
              โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เบิกความว่า "ข้าพเจ้าเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและขอจับกุมโดยแสดงหมายจับให้จำเลยที่ 1 ดูด้วย ข้าพเจ้าแจ้งข้อหาจำเลยฐานปลอมเอกสารตามข้อความในหมายจับจำเลยให้การรับสารภาพ" ซึ่งเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี โจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าข้อที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร ฟ้องโจทก์จึงขาดการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเท่าที่จะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ได้
               เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตซักค้านพยาน อันเป็นการโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างขึ้นมาในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

            หมายเหตุ.-
            ปัญหาว่าการกระทำใดเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 หรือเป็นความผิดตามมาตรา 162 บางครั้งไม่ง่ายนักที่จะแยกความแตกต่างของบทบัญญัติ 2 มาตราดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนในการปรับบทลงโทษไม่น้อย ข้อแตกต่างที่เห็นชัดจากองค์ประกอบความผิดตามตัวบทของ 2 มาตรานี้ อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังนี้
            มาตรา 161
            1. เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ (1) ทำเอกสาร (2) กรอกข้อความลงในเอกสาร หรือ (3) ดูแลรักษาเอกสาร
            2. กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น
            3. เจตนา
            มาตรา 162
            1. เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ (1) ทำเอกสาร (2) กรอกข้อความลงในเอกสาร หรือ (3) รับเอกสาร
            2. กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ (1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ (2) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง (3) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้นหรือ (4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ
            3. เจตนา

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ออกหมายค้นโดยไม่มีหลักฐาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  270/2543
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 238, 264
ป.วิ.อ. มาตรา 69, 94, 105
             ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกหมายค้นบ้านของผู้คัดค้าน เนื่องจากพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ออก โดยอ้างว่าบ้านดังกล่าวมีเครื่องมือแพทย์ที่มีเครื่องหมายการค้าของบริษัท ด. ปลอม ซุกซ่อนอยู่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนการขอออกหมายค้นดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้การค้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 238 ซึ่งเป็นบทบัญญัติกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เจ้าพนักงานทำการค้นโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามกฎหมาย อันจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เมื่อศาลออกหมายค้นและเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่พบของผิดกฎหมาย กระบวนการในการขอออกหมายค้น การออกหมายค้นรวมทั้งอำนาจในการปฏิบัติตามหมายค้นได้เสร็จสิ้นยุติไปแล้ว การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อทราบสาเหตุและหลักฐานอันเป็นที่มาในการขอออกหมายค้น ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนคำร้องไว้นั้น จึงไม่เกิดประโยชน์แก่การป้องกันการตรวจค้นโดยปราศจากเหตุสมควรตามกฎหมายเพราะการตรวจค้นได้ยุติไปแล้ว ถ้าผู้คัดค้านติดใจสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นโดยไม่มีหลักฐานและเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คัดค้านตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้คัดค้านสามารถเรียกร้องความยุติธรรมจากศาลได้โดยการฟ้องร้องว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อเยียวยาความเสียหายได้ ดังนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมเป็นให้งดไต่สวนได้ไม่ถือว่าเป็นการปฏิเสธความยุติธรรม
              คำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผู้คัดค้านโต้แย้งว่าศาลจะนำเอามาตรา 69 และมาตรา 94 ถึง 105 แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาใช้บังคับในการออกหมายค้นไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 238 ทั้งที่รูปคดียังไม่มีปัญหาที่ศาลจะใช้บทบัญญัติมาตรา 69 และมาตรา 94 ถึง 105 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาบังคับแก่คดีแต่ประการใด จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

การกำหนดวงเงินประกันในชั้นสอบสวน

คำสั่ง ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
            -  คำสั่ง ตร. ที่ ๘๐/๒๕๕๑ ลง ๓๐ ม.ค.๒๕๕๑ เรื่องการกำหนดวงเงินประกัน การกำหนดหลักทรัพย์ที่อาจใช้เป็นหลักประกันและการใช้บุคคลเป็นประกัน ในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน
           -  ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๐ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดย ป.วิ.อ. (ฉ.๒๒) พ.ศ.๒๕๔๗
           -  กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเรียกประกันหรือหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน พ.ศ.๒๕๔๙
          -  ข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเรียกประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๘
 การกำหนดวงเงินประกันในชั้นสอบสวน
           ๑.  คดีความผิดลหุโทษหรือที่มีโทษปรับสถานเดียว
                 = ไม่เกินร้อยละ ๓๗.๕ ของอัตราโทษปรับขั้นสูงสำหรับความผิดนั้น
          ๒.  คดีความผิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีอัตราโทษปรับสูง ไม่ว่าจะมีโทษจำคุกด้วยหรือไม่ก็ตาม
                = ไม่ควรเกินร้อยละ ๓๗.๕ ของอัตราโทษปรับขั้นสูงสำหรับความผิดนั้น และไม่ว่ากรณีใดต้องไม่เกินอัตราโทษปรับขั้นสูง
          ๓.  คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง ไม่เกิน ๕ ปี
                 = ไม่เกิน ๗๕,๐๐๐ บาท
          ๔.  คดีที่มีอัตราโทษจำคุก เกิน ๕ ปี แต่ไม่มีโทษสถานอื่นที่หนักกว่าโทษจำคุกรวมอยู่ด้วย
                = ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท / ระวางโทษจำคุก ๑ ปี (ทั้งในส่วนที่เป็นอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำ)
          ๕.  คดีที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต
                = ไม่เกิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท
          ๖.  คดีที่มีโทษประหารชีวิต
                = ไม่เกิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท
          ๗.  คดีที่มีหลายข้อหา  (๑) ความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  (๒) ความผิดหลายกรรมต่างกัน
                =  ให้ถือข้อหาที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์
          ๘.  กรณี
                (๑)  ผู้ขอประกันเป็นญาติพี่น้องหรือมีความเกี่ยวพันโดยทางสมรส   หรือ
               (๒)  ผู้ขอประกันใช้หลักทรัพย์ที่มีค่าอย่างอื่นที่กำหนดมูลค่าที่แน่นอนและสะดวกแก่การบังคับคดี   หรือ
               (๓)  ความผิดที่ผู้ต้องหากระทำด้วยความจำใจหรือด้วยความยากจน
                    = จะกำหนดวงเงินประกันต่ำกว่าเกณฑ์ปกติก็ได้
          ๙.  ผู้ขอประกันเป็นญาติพี่น้องหรือมีความเกี่ยวพันโดยทางสมรส ใช้เงินสดหรือหลักทรัพย์ที่มีค่าอย่างอื่นที่กำหนดมูลค่าที่แน่นอนและสะดวกแก่การบังคับคดีเป็นหลักประกัน
                  = ให้วางเงินสดหรือหลักทรัพย์เพียงร้อยละ ๒๐ จากจำนวนวงเงินประกันที่กำหนดก็ได้
          ๑๐. กรณีผู้ต้องหา
                 (๑)  เป็นหญิงมีครรภ์ หรือ
                 (๒)  มีบุตรอายุไม่เกิน ๓ ปี อยู่ในความดูแล หรือ
                 (๓)  เป็นผู้เจ็บป่วย ถ้าต้องขังจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ หรือ
                 (๔)  เป็นผู้พิการหรือสูงอายุ ซึ่งโดยสภาพร่างกายหรือจิตใจอาจจะเกิดความทุกข์ยากลำบากเกินกว่าปกติในระหว่างต้องขัง
                  = กำหนดวงเงินประกันให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
         ๑๑.  ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน
                  = ไม่ได้กำหนดไว้

การกำหนดหลักทรัพย์ที่อาจใช้เป็นหลักประกัน และเอกสารที่ต้องแสดง
           ๑.   เงินสด
           ๒.  ที่ดินมีโฉนด
                 = โฉนดที่ดิน  และ หนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน
           ๓.  ที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์
                 = หนังสือรับรองการทำประโยชน์ และ หนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน
           ๔.  ห้องชุด
                 = หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด และ  หนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน
           ๕.  ที่ดิน  และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน
                 = โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์  และ สำเนาทะเบียนบ้าน  และ หนังสือประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างที่น่าเชื่อถือ
            ๖.  หลักทรัพย์มีค่าอย่างอื่นที่กำหนดราคามูลค่าที่แน่นอนได้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล , สลากออมสิน , บัตรหรือสลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร  , ใบรับเงินฝากประจำธนาคาร  , ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว , ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว , เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรองซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ในวันที่ทำสัญญาประกัน  , หนังสือรับรองของธนาคาร หรือบริษัทประกันภัยเพื่อชำระเบี้ยปรับแทนในกรณีผิดสัญญาประกัน
                  = เอกสารหลักฐานของหลักทรัพย์แต่ละประเภท อนึ่ง ในกรณีมีข้อสงสัยให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบเพื่อขอคำยืนยันจากธนาคารหรือบริษัทประกันภัย ที่ออกหนังสือรับรองนั้น    

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๕๖

              มาตรา ๗  ในการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ เมื่อมีการจับตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวน ไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวง ให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหา จากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาล เข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย
                ในกรณีที่ไม่มีการจับ แต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ พร้อมกับสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวง ให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาได้รับแจ้งข้อหา แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติ จากที่ทำการของพนักงานสอบสวน หรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาล เข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย
                 ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลให้ทัน ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว ในการวินิจฉัยคำร้องเช่นว่านี้ ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาล ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่า จะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ มาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียกพยานมาเบิกความประกอบก็ได้
                  เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ ก็ต่อเมื่อ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานมาเบิกความประกอบ จนเป็นที่พอใจแก่ศาล ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาล ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว
                 ผู้ต้องหาจะแต่งทนายความ เพื่อแถลงข้อคัดค้าน และซักถามพยานก็ได้
                 ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หากผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนต่อไปโดยเร็ว และถ้าการสอบสวนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป โดยให้นำมาตรา ๑๔๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ระยะเวลาการขอผัดฟ้องตามมาตรานี้ได้สิ้นสุดลง ในระหว่างที่ผู้ต้องหาหลบหนี และพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง พนักงานอัยการอาจขออนุญาตฟ้องคดีต่ออัยการสูงสุดตามมาตรา ๙ ไว้ก่อนก็ได้
                    (กฎหมายเดิม พนักงานอัยการถือว่า คดีที่มีการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว เป็นคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ตาม ป.วิ.อ. ม.๑๔๒ เมื่อผู้ต้องหาหลบหนี หรือไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาส่งพร้อมด้วยสำนวน พนักงานอัยการจึงไม่รับสำนวนจากพนักงานสอบสวน และไม่ถือว่าเป็นคดีตาม ป.วิ.อ. ม.๑๔๑ แต่เมื่อกฎหมายแก้ไขใหม่ ให้นำมาตรา ๑๔๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลมในกรณีที่ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาแล้วหลบหนี ดังนั้น พนักงานอัยการจึงต้องรับสำนวนจากพนักงานสอบสวน แม้ไม่ได้ส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมด้วยสำนวนก็ตาม)

              มาตรา ๘  ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้นั้น การควบคุมตัวผู้ต้องหาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินกว่ากำหนดเวลาดังกล่าวในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง มิได้
              ถ้าผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี นำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลพร้อมกับการยื่นคำร้องขอผัดฟ้อง และขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ แต่ถ้าผู้ต้องหาป่วยอยู่ในสภาพที่ไม่อาจนำมาศาลได้ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการขออนุญาตศาลรวมมาในคำขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหา โดยมีพยานหลักฐานประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาลในเหตุที่ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหามาศาลได้ ในกรณีที่ศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้อง ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องนั้น
              ในกรณีที่ผู้ต้องหาตกอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหลังจากที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องแล้ว ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการนำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลในโอกาสแรกที่จะส่งได้เพื่อขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง
              คำขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาจะขอรวมมาในคำร้องขอผัดฟ้องก็ได้ ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามเดิมก็ได้ กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปอยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเกินกว่าเวลาที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้มิได้
             ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้อยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ แต่พนักงานสอบสวนได้สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังตามมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ และให้นำมาตรา ๗ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง แต่ถ้าการขอให้ออกหมายขังดังกล่าวกระทำภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาได้เท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง
             บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระทั่งอำนาจของศาลที่จะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราว

             (ข้อพิจารณา -   เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา ๗๑ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้)

             มาตรา ๒๐  ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อหาต่อพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนนำผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ หรือสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ ในกรณีที่ผู้ต้องหามิได้ถูกควบคุมตัว เพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน และให้ฟ้องด้วยวาจา  ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่า จะให้การประการใด และถ้าผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพ ให้ศาลบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และทำคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกัน แล้วให้โจทก์จำเลยลงชื่อไว้ในบันทึกนั้น ถ้าผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ให้ศาลสั่งให้พนักงานอัยการรับตัวผู้ต้องหาคืน เพื่อดำเนินการต่อไป

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกัน

ขั้นตอนดำเนินการ
             1. นัดนายประกันให้นำผู้ต้องหามาพบอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
             2. ก่อนส่งสำนวนให้แจ้งผู้ประกันทราบว่าจะให้นำผู้ต้องหามาพบเมื่อใด โดยให้ผู้ประกันทราบวันนัดก่อนพอสมควร
             3. หากไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาส่งมอบได้ ให้แจ้งให้ทราบว่าผิดสัญญาประกัน ให้นำเงินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาประกันมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และลงรายงานประจำวันให้ผู้ประกันลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
             4. หากผู้ประกันไม่มาพบ ก็ให้ลงรายงานประจำวันว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกัน แล้วแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบว่าผิดสัญญาประกันแล้ว และให้นำเงินค่าปรับมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
             5. เมื่อครบกำหนด ยังไม่นำเงินมาชำระค่าปรับ ให้ทำหนังสือรายงาน หน.สภ. ทราบ
             6. ทำหนังสือถึงพนักงานอัยการขอทราบค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีแพ่ง
             7. หน.สภ. ทำหนังสือถึง ผบก.ภ.จว. เสนอตามลำดับชั้นไปจนถึง ตร. เพื่อขออนุมัติฟ้องผู้ประกัน
             8. เมื่อได้รับการอนุมัติ ให้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังอัยการจังหวัดคดีศาลแขวง หรืออัยการจังหวัด (แล้วแต่ทุนทรัพย์ว่าเกิน 300,000 บาท หรือไม่) โดยแจ้งชื่อพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเป็นผู้ประสานงาน
             9. เอกสารประกอบการยื่นฟ้อง ได้แก่
                 -  สัญญาประกันและบันทึกเสนอสัญญาประกันฉบับจริง
                 -  หลักทรัพย์ที่ใช้ประกัน
                 -  สำเนารายงานประจำวัน ดังนี้
                     (1) วันจับกุมผู้ต้องหา
                     (2) วันปล่อยชั่วคราว
                     (3) วันที่ผู้ประกันรับทราบกำหนดวันส่งตัวผู้ต้องหา (ถ้ามี)
                     (4) วันแจ้งให้ผู้ประกันทราบว่าผิดสัญญาประกันและให้นำเงินค่าปรับ
                 -  สำเนาหนังสือแจ้งผู้ประกันว่าผิดสัญญาประกันและให้นำเงินมาชำระ พร้อมใบตอบรับทางไปรษณีย์   (ถ้ามี)
                 - ใบแต่งทนาย จำนวน 2 ฉบับ ให้ หน.สภ. คนปัจจุบันเป็นผู้ลงชื่อในคำฟ้อง
                 -  สำเนาคำสั่งให้ดำรงตำแหน่ง หน.สภ. ทั้งคนที่ให้ประกัน และคนปัจจุบัน (กรณีไม่ใช่คนเดียวกัน)
                 -  สำเนาคำสั่งแต่งตั้งของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และนายตำรวจผู้ประสานงานกับพนักงานอัยการ
                 -  สำเนาหมายจับผู้ต้องหา
           10.  แจ้งความคืบหน้าของคดีให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบทุกระยะ 60 วัน
           11. นำเงินค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีส่งให้พนักงานอัยการ โดยเบิกจาก ภ.จว.
           12. เจ้าหน้าที่การเงินของพนักงานอัยการ ออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐาน
           13. ไปเบิกความตามนัด และทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี
           14. ถ้าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลย(ผู้ประกัน)ชำระหนี้ กรณีที่จำเลยไม่มาศาลเลย พงส.ต้องมีคำร้องขอให้ศาลส่งคำพิพากษาให้จำเลยตามภูมิลำเนา เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา
           15. เมื่อครบกำหนดในคำพิพากษาแล้ว จำเลยเพิกเฉย พงส.ต้องเขียนคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี
           16. เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว พงส.ต้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ดำเนินการต่อไป
           17. หน.สภ. ตั้งคณะกรรมการสืบหาหลักทรัพย์ และต้องรายงานความคืบหน้าในการสืบหาหลักทรัพย์ให้ ตร.ทราบทุก 6 เดือน และนำ จพง.บังคับคดีไปยึดทรัพย์มาขายทอดตลาด การบังคับคดีมีอายุความ 10 ปี