วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ดุลยพินิจในการแจ้งข้อหาคดีป่าไม้ของพนักงานสอบสวน

              อุทาหรณ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ออกตรวจท้องที่บริเวณป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ มาถึงบ้านพักที่เกิดเหตุของผู้ต้องหา พบไม้หวงห้ามแปรรูป ปริมาตรเกิน ๐.๒๐ ลบ.ม. กองอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านของผู้ต้องหา จากการสอบถามผู้ต้องหาแล้วรับสารภาพว่าเป็นของตนเองที่ซื้อมาจากชาวบ้านและเก็บไว้เพื่อจะสร้างบ้าน โดยไม่มีรอยตราหรือดวงตราของเจ้าพนักงานตีประทับ และผู้ต้องหาไม่ได้รับอนุญาตให้มีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง
               เจ้าพนักงานป่าไม้ แจ้งข้อหาว่า "ทำไม้หรือทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต มีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองเกิน ๐.๒๐ ลบ.ม. และทำไม้หรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ"  ชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
               ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม
               ในชั้นตรวจสำนวนการสอบสวน พนักงานอัยการ เห็นว่า การกระทำผิดในข้อหา "ทำไม้หรือทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำไม้หรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ" ต้องมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ต้องหาได้มีการทำไม้ เช่น ร่องรอยการตัด ฟัน โค่น เลื่อย ชักลาก หรือนำไม้ออกจากป่า อันจะถือได้ว่าเป็นการทำไม้ตามกฎหมาย หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าว เพียงแต่พบว่า ไม้ของกลางถูกแปรรูปมาก่อนเรียบร้อยแล้วและวางอยู่ใต้ถุนบ้านเท่านั้น พยานหลักฐานย่อมไม่เพียงพอที่จะฟ้องข้อหาดังกล่าวได้ ย่อมฟ้องได้แต่เฉพาะข้อหา  "มีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองเกิน ๐.๒๐ ลบ.ม." ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗ , ๔๗, ๔๘, ๗๓, ๗๔
              เมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องบางข้อหา และสั่งไม่ฟ้องบางข้อหา ในข้อหาที่สั่งไม่ฟ้อง ในต่างจังหวัด(ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) ก็ต้องส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นไปยัง ผบช. หรือ รอง ผบช. เพื่อพิจารณาต่อไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๕/๑  เพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ ลง ๒๑ ก.ค.๒๕๕๗

              ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
              มาตรา ๑๓๔  "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ
              การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น"
              มาตรา ๑๒๐  "ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน"
 
ข้อพิจารณา.- กฎหมายให้อำนาจพนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจในการแจ้งข้อหา ว่าจะต้องมีหลักฐานตามสมควร แม้ว่าผู้จับจะแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบมาก่อน แต่เมื่อส่งตัวมาให้พนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องใช้ดุลยพินิจพิจารณาพยานหลักฐานว่ามีตามสมควรว่าน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้นหรือไม่ แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ ถ้ามีการแจ้งข้อหาและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล
               ตามอุทาหรณ์ พนักงานป่าไม้แจ้งข้อหาในชั้นจับกุมโดยไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ เมื่อส่งตัวผู้ต้องหามาให้พนักงานสอบสวนแล้ว ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อปรากฎเป็นที่ประจักษ์ชัดในเบื้องต้นแล้วว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอตามสมควร ที่จะแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกันกับผู้จับได้ ทุกข้อหาหรือบางข้อหา พนักงานสอบสวนสามารถใช้ดุลพินิจแจ้งข้อหาที่มีพยานหลักฐานตามสมควร ให้แก่ผู้ต้องหาทราบและทำการสอบสวนเฉพาะข้อหานั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อหาทั้งหมดตามที่ผู้จับกุมได้แจ้งไว้ หากแต่ในชั้นสรุปสำนวนการสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องมีความเห็นทางคดีในกรณีที่แจ้งข้อหาแตกต่างจากที่ผู้จับกุมด้วย

สิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา

             ขณะจับกุม เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งสิทธิให้ผู้จะถูกจับทราบ ตามมาตรา ๘๓ “ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่า เขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น  ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป // ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ // พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ // ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุม ที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวก และไม่เป็นการขัดขวางการจับ หรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย // ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี  ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธี หรือการป้องกันทั้งหลาย เท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น”
             เมื่อจับกุมแล้ว ไม่ว่าผู้จับเป็นเจ้าพนักงานหรือราษฎรก็ตาม ต้องนำตัวผู้ถูกจับมอบให้แก่พนักงานตำรวจของที่ทำการพนักงานสอบสวน โดยเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรับมอบตัวต้องแจ้งสิทธิให้ทราบ ตามมาตรา ๘๔ “เจ้าพนักงาน หรือราษฎรผู้ทำการจับ ต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที  และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้  (๑) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ  ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น  (๒) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญ เพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ // เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง  แล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่ง  แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗/๑ รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ ในโอกาสแรก เมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง  หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ // ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน  แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอออกหมายจับได้

                ศาลจังหวัดชลบุรีขอหารือกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาแล้วส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการ ต่อมามีการปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากได้รับการประกันตัวในชั้นอัยการหรือเหตุอื่นใด เมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องแต่ผู้ต้องหาหลบหนีหรือไม่มาศาลตามนัด และมีความจำเป็นที่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องดังกล่าวแล้ว บุคคลที่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับในข้อหาที่สั่งฟ้องเมื่อจับกุมผู้ต้องหามาฟ้องนั้น ควรเป็นพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวน ที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอออกหมายจับได้ ตามข้อ 9 ของข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญาพ.ศ. 2548 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 และมาตรา 143
                สำนักงานศาลยุติธรรมขอเรียนว่า ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 9 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ร้องขอให้ออกหมายว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าพนักงานอื่นซึ่งร้องขอให้ศาลออกหมายจับหรือหมายค้น จะต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือสอบสวนคดีที่ร้องขอออกหมายนั้น..." ซึ่งมีข้อสังเกตตามคู่มือการออกคำสั่งหรือหมายอาญาว่า เจ้าพนักงานอื่น หมายความรวมถึง เจ้าพนักงานที่ทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายที่ตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปรามเช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เจ้าพนักงานสอบสวนคดีภาษี หรือพนักงานอัยการ
              ดังนี้ พนักงานอัยการจึงเป็นเจ้าพนักงานอื่นที่ร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ สำหรับพนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้ศาลออกหมายจับตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาฯ ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีที่ร้องขอออกหมายนั้น แม้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จและได้เสนอความเห็นควรสั่งฟ้องพร้อมส่งสำนวนกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการแล้ว ก็มีผลเพียงให้พนักงานสอบสวนหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนต่อไป ไม่ได้ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนร้องขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาฟ้องต่อศาลเมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับตามกฎหมายแต่ประการใด

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ออกหมายจับผิดตัว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15591/2557
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5
          การขอออกหมายจับบุคคลใด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับนั้น พนักงานสอบสวนจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งจำต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องแน่ใจว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน
          คดีนี้แม้การออกหมายจับที่ระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายจะสืบเนื่องมาจากคำให้การของผู้เสียหายและพยาน แต่ผู้เสียหายยังระบุยืนยันว่าคนร้ายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม แต่ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่พนักงานสอบสวนอ้างเป็นพยานระบุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอดไม่เคยย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม และยังมีภาพถ่ายของโจทก์ปรากฏอยู่ด้วย พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อนว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายหรือไม่ โดยจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายของโจทก์ว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนกลับขอให้ศาลออกหมายจับโดยระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายไปเลย แม้การขอให้ออกหมายจับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจะฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับผิดตัว ทำให้โจทก์ต้องถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดีต่างท้องที่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนมที่ออกหมายจับโจทก์ผิดตัวจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องดังกล่าว

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไม่มีหมายค้น เลขที่บ้านผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3479/2548
ป.วิ.อ. มาตรา 59, 60(3), 60(4) (ค)
           จำเลยทั้งสี่นำสืบยอมรับว่าถูกจับกุมในห้องเช่าที่เกิดเหตุและเจ้าพนักงานตำรวจได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางจริง แม้จะปรากฏว่าห้องเช่าดังกล่าวเลขที่ 82/16 ไม่ใช่เลขที่ 105 ตามที่ระบุในหมายค้น แต่ตามหมายค้นดังกล่าวได้ระบุเหตุที่ขอออกหมายค้นว่า การสืบสวนทราบว่าที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 105 ห้องเช่า มียาเสพติดให้โทษซุกซ่อนอยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้านจึงขอให้ศาลออกหมายค้น โดยระบุชื่อและนามสกุลจำเลยที่ 1 ไว้ถูกต้อง และร้อยตำรวจโท บ. ผู้จับกุมซึ่งเป็นผู้ขอออกหมายค้นดังกล่าวก็เบิกความระบุสาเหตุที่ระบุเลขที่บ้านในหมายค้นว่าบ้านเลขที่ 105 เพราะสายลับระบุเช่นนั้น เมื่อเข้าจับกุมจึงปรากฏว่าเป็นบ้านเลขที่ 82/16 จึงเป็นการขอออกหมายค้นเพื่อตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 การระบุเลขที่บ้านผิดไม่ทำให้การตรวจค้นจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ การตรวจค้นโดยมีหมายค้นกรณีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6475/2547
ป.วิ.อ. มาตรา 92, 120, 226
            ศาลออกหมายค้นบ้านของจำเลยตามหมายค้นเอกสารหมาย จ. 1 โดยระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 74 ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจร้องขอ การที่ ร.ต.อ. ก. แก้เลขที่บ้านในหมายค้นเป็นเลขที่ 161 เพื่อให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอำนาจ อันอาจมีผลให้หมายค้นเสียไปและการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อปรากฏว่าคดีมีการสอบสวนกันโดยชอบ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอยู่ในดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 เมตร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164 / 2546
              การค้นบ้านที่เกิดเหตุนั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการค้นจะได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่เจ้าของบ้านก่อนก็ตาม แต่ก่อนที่จะดำเนินการค้นก็ได้ขอความยินยอมจากเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อน ซึ่งแสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของมารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้ให้ความยินยอมในการค้น แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นนั้น ได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนสิ่งของออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อไปตรวจสอบดูก็พบเมทแอมเฟตามีน อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1), 92 (2) เมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
             (หมายเหตุ.- ในเรื่องความรับผิดในทางอาญานั้น มีหลักว่า หากยินยอมให้มีการกระทำเช่นหญิงที่อายุเกินสิบห้าปียอมให้ชายร่วมประเวณีด้วยโดยสมัครใจ การกระทำของชายก็ไม่เป็นข่มขืนกระทำชำเรา หรือหากผู้ครอบครองทรัพย์อนุญาตให้ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปการกระทำก็ไม่เป็นการแย่งการครอบครอง)